ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
องค์พระเยซูคริสต์ เปรียบดังศิลา The Rock Christ Jesus.
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 26
- :

พระธรรมมัทธิว 16:18
ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตรและบนศิลานี้เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้
ความสงสัย ไม่เชื่อ ไม่ศรัธา unbelief
ความบาป sin
ทรายดูด ที่ทำให้คนล่มจม sinking sand
Comming Judgement วันพิพากษาใกล้เข้ามา
องค์พระเยซูคริสต์ เปรียบดังศิลา The Rock Christ Jesus.
The Church that did not close
คริสตจักร ที่ไม่มีเคยปิด
พระธรรมอิสยาห์ 28:16
เพราะฉะนั้นพระเจ้าตรัสดังนี้ว่าดูเถิดเราวางศิลาไว้ในศิโยนเพื่อเป็นรากฐานคือศิลาที่ทดสอบแล้วเป็นศิลามุมเอกอย่างประเสริฐเป็นรากฐานอันมั่นคงเขาผู้นั้นที่วางใจจะไม่รีบร้อน
แน่นอนครับ นี่คืออรรถาธิบาย พระธรรมมัทธิว 16:18 โดยละเอียด
“และเราบอกท่านว่า ท่านคือเปโตร และบนศิลานี้เราจะสร้างคริสตจักรของเรา และประตูแห่งนรกจะไม่ชนะคริสตจักรนั้น” (มัทธิว 16:18 THSV11)
นี่เป็นหนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดและถูกอภิปรายมากที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่ เพราะเป็นรากฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับคริสตจักร สถาบันต่างๆ และอำนาจในการปกครอง
1. บริบทของข้อความ (สำคัญที่สุด)
ก่อนข้อนี้ พระเยซูทรงถามเหล่าสาวกว่า “คนทั้งหลายว่าบุตรมนุษย์เป็นใคร?” แล้วทรงถามต่อไปว่า “พวกท่านว่าเราเป็นใคร?” เปโตรตอบว่า “พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” (ข้อ 16)
คำสารภาพของเปโตรนี้เป็นกุญแจสำคัญ พระเยซูมิได้ทรงเริ่มต้นพูดถึงตัวเปโตรโดยแยกจากความเชื่อนี้ แต่ทรงตอบสนองต่อคำสารภาพนั้น
2. การเล่นคำในภาษากรีก (หัวใจของการอธิบาย)
พระเยซูตรัสเป็นภาษากรีก (หรืออราเมอิก) ซึ่งมีการเล่นคำสำคัญ:
· “เปโตร” (Petros - πέτρος) : เป็นคำนามเพศชาย แปลว่า “ก้อนหิน” หรือ “หินที่เคลื่อนย้ายได้” โดยทั่วไปหมายถึงหินก้อนเล็กหรือเศษหิน
· “ศิลานี้” (Petra - πέτρᾳ) : เป็นคำนามเพศหญิง แปลว่า “โขดหิน” หรือ “แผ่นหินใหญ่” หมายถึงฐานรากที่มั่นคง ไม่เคลื่อนย้ายได้
การเล่นคำชัดเจน: “ท่านคือ เปโตร (Petros) และบน ศิลานี้ (Petra) เราจะสร้างคริสตจักรของเรา”
3. อรรถาธิบายหลักสามแนวทาง (คริสตจักรต่างๆ ตีความต่างกัน)
แนวทางที่ 1: บนตัวเปโตร (มุมมองคาทอลิก)
· ความหมาย: “ศิลา” คือตัวเปโตรเอง พระเยซูทรงแต่งตั้งเปโตรให้เป็นศิลาฐานรากของคริสตจักร และเป็นประมุขของอัครทูต
· ผลตามมา: สนับสนุนหลักการ “สืบตำแหน่งอัครทูต” (Apostolic Succession) โดยพระสันตะปาปาในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งของเปโตร ถือเป็นศิลาและประมุขแห่งคริสตจักรสากล
· จุดอ่อน: ในภาษากรีก พระเยซูน่าจะใช้คำว่า Petra สำหรับเปโตรเลยถ้าต้องการให้ชัดเจนว่าตัวบุคคลคือศิลา (แต่พระองค์ใช้ Petros และเปลี่ยนเป็น Petra)
แนวทางที่ 2: บนคำสารภาพของเปโตร (มุมมองโปรเตสแตนต์หลัก)
· ความหมาย: “ศิลา” ไม่ใช่ตัวเปโตร แต่เป็นความจริงที่เขาเพิ่งสารภาพออกไป นั่นคือ “พระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” ความเชื่อและการเปิดเผยนี้คือรากฐานที่มั่นคงของคริสตจักร
· ผลตามมา: คริสตจักรไม่ได้สร้างบนตัวบุคคลใดๆ (ซึ่งล้มลงได้) แต่สร้างบนพระคริสตเจ้าและความเชื่อในพระองค์ เปโตรเป็นเพียงคนแรกที่สารภาพความจริงนี้
· ข้อดี: สอดคล้องกับข้ออื่นๆ เช่น 1 โครินธ์ 3:11 “เพราะว่าพื้นฐานอื่นไม่มีใครวางไว้นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์”
แนวทางที่ 3: บนพระคริสต์เอง (มุมมองหนึ่งที่เชื่อมโยง)
· ความหมาย: เปโตรเป็นผู้ชี้ไปที่ “ศิลา” ที่แท้จริงคือพระเยซูคริสต์ ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงเป็น “ศิลา” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4 พระศิลา พระราชกิจของพระองค์ก็สมบูรณ์ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์ก็ยุติธรรมพระเจ้าที่เที่ยงธรรมและปราศจากความผิดพระองค์ทรงยุติธรรมและเที่ยงตรง) และในพันธสัญญาใหม่ พระคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก (เอเฟซัส 2:20 ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้นบนรากแห่งพวกอัครทูต และพวกผู้เผยพระวจนะ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก)
· ผลตามมา: เปโตรเป็นเหมือนหินก้อนแรก (ตัวแทนอัครทูต) บนศิลาที่ใหญ่กว่าคือพระคริสตเจ้า
4. “ประตูแห่งนรกจะไม่ชนะ” (หรือ “ประตูแห่งความตายจะไม่มีชัย”)
· คำว่า “นรก” (Hades - ᾅδης) ในที่นี้ไม่ใช่ “นรกภูมิ” สำหรับลงโทษหลังการพิพากษา แต่หมายถึง “แดนแห่งความตาย” หรือ “อำนาจแห่งความตาย” (คล้าย Sheol ในภาษาฮีบรู)
· “ประตู” เป็นภาพลักษณ์ของเมือง: ในสมัยโบราณ ประตูเมืองเป็นที่ซึ่งผู้นำมานั่งปรึกษาและเป็นจุดอ่อนที่สุดในการป้องกัน แต่ที่นี่ “ประตูแห่งนรก” หมายถึงอำนาจและแผนร้ายของความตายและซาตานที่พยายามบุกรุกทำลายคริสตจักร
· “จะไม่ชนะ” แปลตรงตัวว่า “จะไม่แข็งแกร่งกว่า” (ou katischysousin) : ไม่ใช่ว่าซาตานจะไม่โจมตี (ซึ่งโจมตีหนักมาก) แต่สัญญาคือ ต่อให้ความตายและนรกพยายามอย่างเต็มที่ ก็จะไม่มีวันมีชัยเหนือคริสตจักรของพระคริสต์ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความตายจะไม่มีวันทำลายคริสตจักรจนสิ้นซากได้
5. สรุปประยุกต์ใช้
1. ความมั่นคงของความเชื่อ: ไม่ว่าเปโตรจะเป็นใคร ความจริงคือคริสตจักรที่แท้จริงไม่ได้ตั้งอยู่บนความสามารถของมนุษย์ (เพราะเปโตรเองก็เคยทำผิดและปฏิเสธพระเยซู) แต่อยู่บน ความจริงที่ว่าพระเยซูคือพระคริสต์
2. ชัยชนะเหนือความตาย: สำหรับผู้เชื่อส่วนบุคคล การที่ “ประตูแห่งความตายจะไม่ชนะ” หมายความว่า ความตายไม่ใช่จุดจบ และไม่ได้มีอำนาจเหนือเราอีกต่อไป เพราะพระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว
3. บทบาทของ “หินก้อนเล็ก”: เปโตรแม้เป็นแค่ “ก้อนหิน” แต่ถูกพระเยซูใช้ให้เป็นคนแรกที่ประกาศความจริง และเป็นผู้นำคนแรกๆ แสดงว่าพระเจ้าทรงใช้คนธรรมดาที่วางใจในพระองค์อย่างยิ่งยวด
ข้อสรุปที่ดีที่สุด: นักวิชาการอนุรักษนิยมส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า “ศิลา” คือ ทั้งตัวเปโตร (ในฐานะผู้แทนอัครทูตคนแรก) และคำสารภาพของเขา แต่ตัวเปโตรเองก็เป็นศิลาเพราะเขาเชื่อใน “ศิลาที่แท้จริง” คือพระเยซูคริสต์ เปโตรเป็นรากฐานของคริสตจักรในแง่ของ ประวัติศาสตร์ (เขาเป็นคนแรกที่ประกาศและเป็นผู้นำยุคแรก) แต่พระคริสต์ทรงเป็นรากฐานของคริสตจักรในแง่ของ นิรันดรกาลและสัจธรรม
แน่นอนครับ เปลี่ยนมาใช้วิธี Exegesis (การตีความตามตัวบท) อย่างเคร่งครัด โดยยึดภาษาต้นฉบับ ไวยากรณ์ และบริบทในทันทีเป็นหลัก จะได้ดังนี้ครับ
พระธรรมมัทธิว 16:18 (Greek Text – Byzantine Majority Text)
κἀγὼ δέ σοι λέγω ὅτι σὺ εἶ Πέτρος, καὶ ἐπὶ ταύτῃ τῇ πέτρᾳ οἰκοδομήσω μου τὴν ἐκκλησίαν, καὶ πύλαι ᾅδου οὐ κατισχύσουσιν αὐτῆς.
1. การเล่นคำที่แยกความหมายชัดเจน (Petros vs. Petra)
นี่คือหัวข้อที่ต้องเริ่มต้น เพราะเป็น exegetical crux:
- Πέτρος (Petros): คำนามเพศชาย หมายถึง ก้อนหินก้อนหนึ่ง (movable stone) มักเป็นหินขนาดเล็กที่ขว้างหรือกลิ้งได้ เป็นชื่อที่พระเยซูทรงตั้งให้แก่ซีโมน (ดู ยน. 1:42)
· πέτρᾳ (petra) : คำนามเพศหญิง หมายถึง แผ่นหินใหญ่หรือมวลหินแข็ง (bedrock) ที่เป็นฐานราก
Exegetical Observation: หากพระเยซูทรงหมายถึงตัวเปโตรว่าเป็นรากฐานโดยตรง พระองค์น่าจะตรัสว่า "สู้ εἶ Πέτρος, καὶ ἐπὶ ταύτῃ τῷ Πέτρῳ..." แต่พระองค์ ทรงเปลี่ยนรูปคำ จากเพศชาย (Petros) เป็นเพศหญิง (petra) แสดงถึงการเปลี่ยนความหมาย
2. การวิเคราะห์คำว่า "ταύτῃ τῇ πέτρᾳ" (on this rock)
ในภาษากรีก คำสรรพนามชี้เฉพาะ ταύτῃ (this) มีเพศและพจน์ตรงกับ πέτρᾳ ที่อยู่ติดกัน
คำถาม exegetical : “this rock” หมายถึงอะไรในบริบททันที?
บริบทก่อนหน้า (ข้อ 16) คือคำสารภาพของเปโตร: “พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”
จากหลักไวยากรณ์และบริบท: "πέτρᾳ" (the bedrock) มักหมายถึง เนื้อหาของคำสารภาพ หรือ พระคริสต์ผู้เป็นความจริงนั้น ไม่ใช่ตัวเปโตรที่เป็นมนุษย์ เพราะ:
1. ในวรรคเดียวกัน พระเยซูทรงแยก “เปโตร” (หินก้อนเล็ก) ออกจาก “ศิลานี้” (หินใหญ่)
2. อีกไม่กี่ข้อถัดมา (ข้อ 23) เปโตรทำผิดจนพระเยซูตรัสว่า “เจ้าซาตาน” – ถ้าคริสตจักรสร้างบนตัวเปโตรโดยตรง บ้านนั้นก็จะสั่นคลอน
3. พระคัมภีร์อื่นยืนยัน: 1 โครินธ์ 3:11 “ไม่มีพื้นฐานอื่นใดนอกจากพระเยซูคริสต์”
3. คำว่า “คริสตจักร” (ἐκκλησία – ekklēsia)
- ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (LXX) คำนี้แปลว่า “ชุมนุมชนของอิสราเอล” (qahal)
· พระเยซูตรัสว่า “ของเรา” (μου) – เป็นคริสตจักรที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของเปโตร
· Exegetical Implication: นี่คือการประกาศว่าพระเยซูกำลังสร้างประชากรของพระองค์ขึ้นใหม่เหนือธรรมศาลาของยิว – และรากฐานของประชากรนี้ไม่ใช่เชื้อสาย แต่เป็นความเชื่อ
4. “ประตูแห่งนรก” (πύλαι ᾅδου – pylai hadou)
- πύλαι (ประตู) ใน idiom กรีกโบราณ: ประตูเมืองเป็นที่ประชุมและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการปกป้องหรือโจมตี แต่ ประตูเป็นฝ่ายตั้งรับ – ประตูจะออกมาตีไม่ได้ มันถูกตี
· ᾅδου (Hades) : ในมุมมองยิวศตวรรษที่ 1 ไม่ใช่สถานที่ทรมานหลังความตาย แต่เป็น แดนใต้พิภพ/แดนมรณะ (Sheol) ซึ่งรวมถึงอำนาจแห่งความตายและความเสื่อมสูญ
· οὐ κατισχύσουσιν (will not prevail/overpower) : คำกริยานี้หมายถึง "มีกำลังมากกว่า" หรือ "มีชัยเหนือ"
· Exegetical Meaning: ประตู (ซึ่งถูกบุกรุก) ของความตาย จะไม่มีวันมีกำลังมากกว่าคริสตจักร – ไม่ใช่ว่าคริสตจักรจะไม่มีผู้เสียชีวิต (เพราะมี) แต่คือความตายจะไม่สามารถมีชัยชนะเหนือคริสตจักรอย่างสิ้นเชิง เพราะพระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์
5. บทสรุป exegetical
ถ้าตีความตามตัวบทอย่างเดียว โดยไม่เพิ่มหลักข้อเชื่อใดเข้าไปก่อน:
องค์ประกอบ Exegesis สรุป
เปโตร (Petros) เป็นหินก้อนแรกที่สารภาพ แต่ไม่ใช่ฐานรากนิรันดร์
ศิลา (petra) คือความจริงที่เปโตรสารภาพ: พระเยซูคือพระคริสต์ บุตรของพระเจ้า
สร้างคริสตจักร พระเยซู (องค์สร้าง) จะสร้างประชากรของพระองค์บนรากฐานนั้น
ประตูแห่งนรก อำนาจแห่งความตายและซาตานจะโจมตีแต่ไม่มีวันชนะเด็ดขาด
ประยุกต์ใช้ exegetical:
พระธรรมตอนนี้ ไม่ได้ สอนว่าเปโตรเป็นพระสันตะปาปาองค์แรก หรืออำนาจในการปกครองสืบทอดไปยังกรุงโรม สิ่งที่สอนคือ:
1. ความเชื่อที่ถูกต้องในพระคริสต์คือรากฐานของคริสตจักร
2. คริสตจักรจะถูกสร้างขึ้นบนพระเยซูคริสต์ที่ทรงเปิดเผยโดยพระบิดา
3. แม้อำนาจแห่งความตายจะดูยิ่งใหญ่ แต่มันไม่มีวันมีชัยเหนือคริสตจักรของพระคริสต์
ถ้าต้องการขยายความไปถึงแนวคิด "พระสันตะปาปา" จะเป็นการปักหลักบน Petros (ก้อนหินที่เคลื่อนย้ายได้) ที่พระเยซูมิได้ตรัสถึงในตำแหน่งฐานราก แต่การ exegesis บริสุทธิ์จะพบว่าฐานรากนั้นคือ petra แห่งพระคริสตเจ้าและคำสารภาพในพระองค์
ที่จริงพระองค์ มิได้อยู่ไกลจากพวกเราเลย
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 12
- :

พระธรรมกิจการ 17:27
เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและมุ่งหวังจะคลำหาให้พบพระองค์ที่จริงพระองค์มิทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย
Still worshiping " the unknown god"
ยังคงนมัสการพระเจ้าที่ไม่รู้จักกันต่อไป
Christianity without the blood Atonement
คริสเตียนที่ไม่ได้รับการไถ่ด้วยฤทธิ์ของพระโลหิตประเสริฐ
Yet He "is not far from every one of us" Acts 17:27 ที่จริงพระองค์มิได้อยู่ห่างไกลจากพวกเราเลย
แน่นอนครับ ขออนุญาตอธิบายพระธรรม กิจการอัครทูต 17:27 พร้อมบริบทครับ
ตัวบท (ภาษาไทยมาตรฐาน)
"เพื่อพวกเขาจะได้แสวงหาพระเจ้า และอาจจะได้พบพระองค์ แม้พระองค์มิได้ทรงอยู่ไกลจากเราแต่ละคนเลย"
บริบทสำคัญ: เวทีเอเรโอปากัส (Areopagus)
ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของเปาโลที่ เอเธนส์ (ข้อ 22-31) ท่านกำลังพูดกับกลุ่มนักปราชญ์ชาวกรีก (สโตอิกและเอปิคิวเรียน) ซึ่งไม่คุ้นกับพระคัมภีร์ฮีบรู เปาโลไม่ได้เริ่มด้วยการยกข้อคัมภีร์ แต่เริ่มจากแท่นบูชาที่เขาจารึกว่า "แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก" (ข้อ 23) เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าที่พวกเขาไม่รู้จักนั้นคือพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวกัน
อรรถอธิบายเชิงลึก
1. จุดประสงค์ของการทรงสร้างและการทรงนำประวัติศาสตร์ (ข้อ 26-27)
ก่อนข้อ 27 เปาโลกล่าวว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติให้อยู่ทั่วโลก และทรงกำหนด "ฤดูกาลและเขตแดน" ที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ จุดประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้มนุษย์แสวงหาพระองค์ พระเจ้ามิได้ซ่อนพระองค์เพื่อให้มนุษย์ต้องเดาสุ่ม แต่ทรงจัดสภาพแวดล้อมและประวัติศาสตร์ให้เป็นเวทีแห่งการแสวงหา
2. "จะได้แสวงหาพระเจ้า" (seek God)
- คำกรีก "zēteō" หมายถึง ค้นหา, พยายามเข้าใจ, ปรารถนา
· บ่งบอกถึงความริเริ่มของมนุษย์ด้านความปรารถนาและความพยายามทางใจ แต่พระเจ้าเป็นผู้ทรงริเริ่มให้เกิดความปรารถนานั้นก่อน
3. "และอาจจะได้พบพระองค์" (and perhaps reach out and find Him)
- คำว่า "อาจจะ" (perhaps) ไม่ได้หมายถึงความไม่แน่นอนของพระเจ้า แต่หมายถึงการที่มนุษย์ต้องตอบสนองด้วยศรัทธา
· พระเจ้าพร้อมที่จะพบ แต่การพบนั้นเกิดเมื่อมนุษย์แสวงหาด้วยใจจริง (เปรียบเทียบ กับ พระธรรม เยเรมีย์ 29:13 เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า)
4. "แม้พระองค์มิได้ทรงอยู่ไกลจากเราแต่ละคนเลย"
- นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด: พระเจ้ามิได้ทรงห่างไกลหรือไม่สนใจ
· เปาโลท้าทายแนวคิดกรีกหลายแบบ:
· เทพนอกรีตอยู่ห่างไกลและตามอำเภอใจ
· สโตอิกเชื่อในหลักการจักรวาล (Logos) ที่เย็นชา
· เอปิคิวเรียนเชื่อว่าเทพไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลก
· แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของคริสต์กลับ ใกล้ชิด: ดำรงชีวิต, ให้ลมหายใจ, และทรงอยู่รอบตัวเรา
5. ความเชื่อมโยงกับข้อ 28
เปาโลยกกวีกรีก (Aratus, Cleanthes) ว่า "ในพระองค์เรามีชีวิตและเป็นอยู่และเคลื่อนไหว" และ "เราทั้งหลายก็เป็นเชื้อสายของพระองค์ด้วย" ไม่ใช่เพื่อสอนหลักการเที่ยงแท้สมบูรณ์ (เพราะกวีเหล่านั้นนึกถึงเทพซุส) แต่เพื่อสร้างสะพานเชื่อมว่าแนวคิดเรื่องความใกล้ชิดของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ และเพื่อชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าที่แท้จริงทรงใกล้ชิดยิ่งกว่านั้นอีก
ข้อควรระวังในการตีความ
1. ไม่ใช่หลักการ "แสวงหาแล้วเจอทุกคน" โดยอัตโนมัติ – คนเอเธนส์ส่วนใหญ่ยังคงเยาะเย้ยเมื่อเปาโลพูดถึงการคืนพระชนม์ (ข้อ 32) การแสวงหาจะต้องเป็นการเปิดใจรับการเปิดเผยของพระเจ้าในพระคริสต์
2. ไม่ใช่ลัทธิพึ่งพาตนเอง – เปาโลกำลังบอกว่า มนุษย์ต้องการพระเจ้า ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทำดีพอจะพบพระเจ้าโดยลำพัง
3. ไม่ใช่แนวคิด "พระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งเหมือนธรรมชาติ" – พระเจ้าใกล้ชิดในฐานะ องค์แห่งความสัมพันธ์ ไม่ใช่พลังงานไร้ตัวตน
สรุปสำหรับชีวิตคริสเตียนในปัจจุบัน
- หนุนใจในการประกาศ – แม้คนที่ยังไม่เชื่ออาจเหมือนเอเธนส์ (มีศาสนาแบบคลุมเครือ) แต่พระเจ้าก็ทรงอยู่ใกล้ และหัวใจมนุษย์ถูกสร้างมาให้แสวงหาพระองค์
· เตือนใจผู้เชื่อ – อย่าคิดว่าพระเจ้าทรงห่างไกลหรือไม่สนใจ ผู้เชื่อสามารถ "พบ" พระองค์ผ่านการอธิษฐาน พระคำ และการดำเนินชีวิตใกล้ชิดได้เสมอ
· หลักฐานของพระคุณ – การที่เราสามารถพบพระเจ้าได้ ไม่ใช่เพราะเราฉลาดหรือดี แต่เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ไกลเลยนั่นเอง
คำถามท้าทาย: ในชีวิตประจำวันของคุณ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าพระเจ้าทรง "อยู่ไกล" บ้างหรือไม่? ถ้ามี จงลองระลึกว่าในพระคริสต์ พระองค์ทรง "อยู่ใกล้" เรากว่าที่เราคิดเสมอ
หวังว่าอรรถานี้จะเป็นประโยชน์ครับ 😊
จงหันมาหาเราและรับความรอด
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 11
- :

พระธรรมอิสยาห์ 45:22
มวลมนุษย์ทั่วแผ่นดินโลกเอ๋ยจงหันมาหาเราและรับการช่วยให้รอดเพราะเราเป็นพระเจ้าและไม่มีอื่นใดอีก
Crystal gazing instead of Christ. Gazing. อย่ามัวแต่เพ่งมองคริสตัลอยู่ทำไม? แทนที่จะมองหาพระคริสต์
The future looks pretty black อนาคตดูมืดมนมาก
Look unto me and be ye saved, all the ends of the earth. Isa 45:22
จงมาพึ่งเราและรับความรอด, ณ ที่สุดปลายแผ่นดินโลก อิสยาห์ 45:22
อิสยาห์ 45:22 ข้อความว่า “จงหันมาหาเราและรับความรอด เจ้าทุกคนที่อยู่สุดปลายแผ่นดินโลก เพราะเราเป็นพระเจ้า ไม่มีอื่นอีก” เป็นคำเชิญชวนที่เต็มไปด้วยพระเมตตาจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ
คำอธิบายหลักๆ มีดังนี้:
1. การทรงเรียกให้ “หันมา” คำว่า “หันมา” หมายถึงการกลับใจ เปลี่ยนทิศทางชีวิตจากการพึ่งพาตนเองหรือสิ่งอื่น มาให้ความไว้วางใจและนมัสการพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
2. ความรอดมีให้สำหรับทุกคน พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเฉพาะชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่รวมถึง “ทุกคนที่อยู่สุดปลายแผ่นดินโลก” นั่นคือบรรดาประชาชาติทั้งปวง นี่เป็นนิมิตแห่งพระกิตติคุณที่เปิดกว้างสำหรับมวลมนุษย์
3. พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว เหตุผลที่เราต้องหันมาหาพระองค์ เพราะ “ไม่มีอื่นอีก” พระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างและไถ่ให้รอดเพียงองค์เดียว ไม่มีพระหรือรูปเคารพใดช่วยให้รอดได้
4. บริบทในตอนนั้น อิสยาห์บทที่ 45 พูดถึงพระเจ้าผู้ทรงใช้ไซรัส กษัตริย์เปอร์เซีย ให้ปล่อยเชลยอิสราเอลกลับบ้าน การเรียกให้หันมารับความรอดจึงเป็นทั้งการช่วยกู้จากการเป็นทาสของชาติอื่น และเป็นภาพล่วงหน้าถึงความรอดจากบาปในพระเยซูคริสต์
สำหรับคริสเตียน ข้อนี้มักถูกนำมาอ้างถึงการกลับใจมาหาพระเยซู เพราะในพระธรรมกิจการฯ 13:47 และโรม 10:13 ก็อ้างอิงแนวคิดนี้ว่า “ทุกคนที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด”
สรุปง่ายๆ คือ พระเจ้าทรงร้องเชิญมนุษย์ทั้งโลกให้เลิกพึ่งสิ่งอื่น แล้วหันกลับมาหาพระองค์เพื่อรับความรอด ซึ่งปัจจุบันก็เป็นจริงได้ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์
อย่าลืม อุ้งพระหัตถ์ ที่ค้ำชูเราอยู่
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 10
- เฉลยธรรมบัญญัติ8:1-18:
พระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 8:17-18
17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่ากำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์มีค่านี้มาให้ 18 ท่านทั้งหลายจงจำว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่าน ที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญญาต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
Forget not the hand beneath it all อย่าลืมอุ้งพระหัตถ์ ที่ค้ำจุนเกื้อหนุนอยู่
What wonderful things My hand has accomplished!
“สิ่งที่มือของข้าได้ก่อสร้างไว้ ช่างวิเศษเหลือเกิน!”
20th Century industrial And scientific progress
“ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20”
Beware lest "thou say in thine heart, My power and the might of mine hand hath gotten me this wealth But thou shalt
remember the lord thy god for it is he that
giveth thee power to get wealth
“จงระวัง เกรงว่าเจ้าจะคิดในใจว่า ‘กำลังและความแข็งแรงของมือเราเอง ที่ทำให้เราได้ทรัพย์สมบัติเหล่านี้’ แต่เจ้าจงระลึกถึงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เพราะพระองค์ต่างหากที่ประทานกำลังแก่เจ้าในการหาทรัพย์สมบัติ
Deuteronomy 8:17-18
แน่นอนครับ ข้อความใน เฉลยธรรมบัญญัติ 8:15-18 เป็นคำเตือนสำคัญของโมเสสต่อชนชาติอิสราเอล ก่อนเข้าสู่ดินแดนคานาอัน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลืมพระเจ้าเมื่อชีวิตดีขึ้น
ขออธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
ข้อ 15-16: การทรงนำผ่านการทดลองที่ยากลำบาก
“พระองค์ทรงนำท่านผ่านถิ่นทุรกันดารอันใหญ่หลวงและน่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยงูพิษและแมงป่อง... ทรงให้น้ำจากหินที่แข็งที่สุด... ทรงเลี้ยงท่านด้วยมานา...”
· ความหมาย: โมเสสย้อนให้เห็นถึงการทรงนำของพระเจ้าในถิ่นกันดารสิ้น 40 ปี ซึ่งเป็นที่แห้งแล้งและอันตราย
· จุดประสงค์ของความยากลำบาก: ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อ “ทำให้ท่านถ่อมลงและทดลองท่าน” และในที่สุดก็ “ทำดีกับท่าน” เพื่อสอนให้พวกเขาพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก
ข้อ 17: คำเตือนเรื่องความเย่อหยิ่งเมื่อร่ำรวย
“อย่าพูดในใจว่า ‘กำลังและฤทธิ์เดชของข้าเองที่ทำให้ข้าได้ทรัพย์สมบัตินี้’”
· บริบท: เมื่อเข้าไปในคานาอัน พวกเขาจะได้เมืองใหญ่ บ้านสวย บ่อน้ำที่ขุดไว้แล้ว และไร่องุ่น (จากข้อ 10-14)
· อันตราย: ความมั่งคั่งและความสำเร็จอาจทำให้เกิดความคิดว่า “เราทำได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งเป็นการตัดพระเจ้าออกจากชีวิต
ข้อ 18: คำย้ำเตือนถึงแหล่งที่มาที่แท้จริง
“จงระลึกถึงพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน เพราะพระองค์ประทานกำลังแก่ท่านเพื่อจะได้ทรัพย์สมบัติ...”
· หัวใจสำคัญ: ทุกความสามารถ ทุกโอกาส และทุกผลลัพธ์ที่ดีย่อมมาจากพระเจ้า รวมถึง “กำลัง” ที่พวกเขาใช้ทำงาน
· พันธสัญญา: พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษ (อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ) ไม่ใช่เพราะพวกเขาดีกว่าคนอื่น
สรุปสาระสำคัญสำหรับเราในวันนี้
ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้สอนว่า:
1. ความยากลำบากเป็นการฝึก เพื่อให้เราถ่อมใจและพึ่งพาพระเจ้า ไม่ใช่คำสาปแช่ง
2. ความสำเร็จไม่ใช่ผลจากความสามารถล้วนๆ หากเกิดจากพระคุณของพระเจ้าที่ประทานทั้งโอกาสและพละกำลัง
3. การระลึกถึงพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คือทางรอดจากความเย่อหยิ่งและความหลงลืม
“การถ่อมใจในวันที่อดอยาก ง่ายกว่าการถ่อมใจในวันที่อุดมสมบูรณ์” — นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่โมเสสต้องการฝากไว้ครับ
Page 4 of 10